หากเปิดรายงานเจาะสำรวจดินหรือผลทดสอบในห้องปฏิบัติการแล้วพบตัวเลข LL, PL และ PI ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้เป็นค่ากำลังรับน้ำหนักของดินโดยตรง แต่เป็น “ดัชนี” ที่ช่วยอธิบายว่าดินละเอียดเปลี่ยนสภาพอย่างไรเมื่อปริมาณน้ำเปลี่ยน และเป็นข้อมูลสำคัญในการจำแนกดินและประเมินพฤติกรรมทางวิศวกรรมเบื้องต้น

ค่าทั้งสามอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า Atterberg Limits โดย ASTM D4318-26 ซึ่งเป็นฉบับ Active ปัจจุบันครอบคลุมการหาค่า Liquid Limit, Plastic Limit และ Plasticity Index ของดิน การอ่านผลให้ถูกต้องจึงไม่ควรดูเฉพาะว่า “ค่า PI สูงหรือต่ำ” แต่ต้องพิจารณาชนิดตัวอย่าง วิธีเตรียมตัวอย่าง ปริมาณดินละเอียด Natural Water Content และระบบจำแนกดินที่ใช้ร่วมกัน

หากยังไม่คุ้นกับองค์ประกอบของรายงานเจาะสำรวจ สามารถเริ่มจากบทความ Boring Log คืออะไร? แล้วใช้บทความนี้เป็นคู่มือสำหรับการอ่านผลทดสอบ Atterberg Limits โดยเฉพาะ

การทดสอบ Atterberg Limits ในห้องปฏิบัติการเพื่อหาค่า Liquid Limit และ Plastic Limit ของดิน
การทดสอบ Liquid Limit และ Plastic Limit ของดินในห้องปฏิบัติการ — หมายเหตุ: ภาพนี้สร้างโดย AI

Atterberg Limits คืออะไร

Atterberg Limits เป็นค่าความชื้นที่ใช้กำหนดขอบเขตการเปลี่ยนแปลงของ Consistency หรือสภาพความคงตัวของดินละเอียด เมื่อปริมาณน้ำในดินเพิ่มขึ้นหรือลดลง ดินเหนียวและดินตะกอนละเอียดบางชนิดสามารถเปลี่ยนจากสภาพแข็งไปเป็นกึ่งแข็ง พลาสติก และมีลักษณะไหลได้

ในทางปฐพีกลศาสตร์ ค่าที่พบมากที่สุดคือ:

  • Liquid Limit (LL) — ขอบเขตระหว่างสภาพ Plastic กับ Liquid
  • Plastic Limit (PL) — ขอบเขตระหว่างสภาพ Semi-solid กับ Plastic
  • Plasticity Index (PI) — ช่วงความชื้นที่ดินแสดงพฤติกรรมแบบ Plastic โดยคำนวณจาก PI = LL - PL

FHWA อธิบายว่า Plasticity เป็นองค์ประกอบสำคัญของทั้ง Unified Soil Classification System (USCS) และระบบ AASHTO และสำหรับดินละเอียด พฤติกรรมทางวิศวกรรมหลายด้านสัมพันธ์กับ Plasticity มากกว่าการดูขนาดเม็ดเพียงอย่างเดียว

Liquid Limit (LL) คืออะไร

Liquid Limit คือ Water Content ที่ใช้เป็นขอบเขตเชิงมาตรฐานระหว่างสภาพ Liquid และ Plastic ของดิน ไม่ได้หมายความว่าดินในสนามจะเปลี่ยนเป็นของเหลวทันทีเมื่อความชื้นแตะตัวเลขนี้ แต่เป็นค่า Index ที่ได้จากวิธีทดสอบมาตรฐานเพื่อให้สามารถเปรียบเทียบตัวอย่างดินได้

ASTM D4318-26 กำหนดวิธีหาค่า LL โดยมีทั้ง Method A: Multipoint Method และ Method B: One-Point Method และหากผู้ว่าจ้างไม่ได้ระบุวิธี ASTM ระบุให้ใช้ Method A เป็นค่าเริ่มต้น

ในแนวคิดของการทดสอบแบบ Casagrande Cup จะปรับความชื้นของดินและหาความสัมพันธ์ระหว่าง Water Content กับจำนวนครั้งที่อุปกรณ์กระแทกถ้วย จากนั้นกำหนดค่า LL ที่เงื่อนไขมาตรฐาน 25 blows การทดสอบนี้ต้องใช้การเตรียมตัวอย่างและเทคนิคของผู้ทดสอบอย่างสม่ำเสมอ เพราะความแตกต่างในการผสมดิน การทำร่อง และจังหวะการทดสอบสามารถทำให้ผลเปลี่ยนได้

Plastic Limit (PL) คืออะไร

Plastic Limit คือ Water Content ที่ใช้เป็นขอบเขตระหว่างสภาพ Plastic และ Semi-solid ในการทดสอบทั่วไป ตัวอย่างดินจะถูกรีดเป็นเส้นจนมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3 mm และสังเกตช่วงที่เส้นดินเริ่มแตกร่วนตามเกณฑ์ของวิธีทดสอบ

ASTM D4318-26 ระบุวิธีสำหรับ Plastic Limit โดยสามารถใช้ Hand Rolling หรืออุปกรณ์ Rolling Device ตามวิธีที่กำหนดได้

ค่า PL จึงไม่ใช่ “เปอร์เซ็นต์น้ำที่เหมาะสมที่สุดสำหรับทุกงาน” แต่เป็น Index Point ของดินชนิดนั้น การนำไปสัมพันธ์กับงานบดอัดหรือพฤติกรรมในสนามต้องพิจารณาผลทดสอบอื่นร่วมด้วย

Plasticity Index (PI) คืออะไร

Plasticity Index คำนวณจาก:

PI = LL – PL

ตัวอย่างเช่น:

  • LL = 58%
  • PL = 28%
  • PI = 58 – 28 = 30%

ค่า PI = 30% หมายความว่าดินมีช่วง Water Content ระหว่าง PL ถึง LL กว้าง 30 percentage points ที่ดินแสดงพฤติกรรมแบบ Plastic ตามนิยามของการทดสอบ

โดยทั่วไป ดินที่มี PI สูงมี Plasticity สูงกว่า แต่ไม่ควรสรุปต่อทันทีว่า “PI สูง = ดินไม่ดี” เพราะความเหมาะสมขึ้นกับชนิดงาน สภาพความชื้น ความหนาของชั้นดิน Mineralogy ความเค้น และข้อกำหนดของโครงการ

ทำไม ASTM D4318-26 จึงสำคัญในปี 2026

บทความหรือเอกสารจำนวนมากยังอ้าง ASTM D4318-17e1 แต่ ASTM ระบุว่าฉบับดังกล่าวถูกถอนในปี 2026 และมีฉบับ Active ปัจจุบันคือ ASTM D4318-26 ซึ่งอัปเดตเมื่อ 17 กันยายน 2026

ฉบับ D4318-26 ระบุประเด็นสำคัญ เช่น:

  • ครอบคลุม LL, PL และ PI
  • ใช้กับส่วนของดินที่ผ่านตะแกรง 425 µm (No. 40)
  • มีทั้ง Wet Preparation และ Dry Preparation โดยหากไม่ได้ระบุให้ใช้ Wet Preparation
  • มี Liquid Limit Method A แบบ Multipoint และ Method B แบบ One-Point โดยหากไม่ได้ระบุให้ใช้ Method A
  • ค่า PI คำนวณจากผล LL และ PL

ดังนั้นเมื่อได้รับ Test Report ควรดู Revision ของมาตรฐานที่ห้องปฏิบัติการระบุ ไม่ควรดูเพียงคำว่า “ASTM D4318” โดยไม่ตรวจปีหรือ Revision หากโครงการกำหนดมาตรฐานเฉพาะ

ตัวอย่างดินส่วนใดที่ใช้ทดสอบ

ASTM D4318-26 ระบุว่าการทดสอบดำเนินการกับส่วนของตัวอย่างที่ ผ่านตะแกรง 425 µm (No. 40) ดังนั้น LL, PL และ PI เป็นคุณสมบัติของ Fine Fraction ที่ถูกนำมาทดสอบ ไม่ใช่คำอธิบายตัวอย่างดินทั้งก้อนโดยอัตโนมัติ

จุดนี้สำคัญมากสำหรับดินที่มีทรายหรือกรวดปน เพราะตัวอย่างอาจมี Fine Fraction ที่มี Plasticity สูง แต่ปริมาณ Fine Fraction ในดินทั้งก้อนอาจน้อย การจำแนกดินจึงต้องใช้ Grain Size Distribution ร่วมกับ Atterberg Limits ตามเกณฑ์ของระบบที่เกี่ยวข้อง

ในงานเจาะสำรวจ ตัวอย่างสำหรับการทดสอบ Index Properties อาจได้จาก ตัวอย่างดินเปลี่ยนสภาพ (Disturbed Sample) ที่เก็บอย่างเป็นตัวแทนของชั้นดิน ไม่จำเป็นต้องรักษาโครงสร้างเดิมของดินเหมือนการทดสอบกำลังหรือ Consolidation บางชนิด แต่การเตรียมตัวอย่างต้องเป็นไปตามวิธีที่กำหนด เพราะการทำให้แห้งหรือการจัดการตัวอย่างบางแบบสามารถเปลี่ยนค่า LL ของดินบางชนิดได้

Atterberg Limits เกี่ยวข้องกับ USCS อย่างไร

ASTM D2487-17(2025) ซึ่งเป็นมาตรฐาน Active สำหรับ Unified Soil Classification System ใช้ข้อมูล Particle-Size Characteristics, Liquid Limit และ Plasticity Index เพื่อจำแนกดินทางวิศวกรรม

สำหรับ Fine-Grained Soil การวางจุด LL กับ PI บน Casagrande Plasticity Chart ช่วยแยกกลุ่มดินที่มีลักษณะเป็น Clay หรือ Silt และแยก Low Plasticity กับ High Plasticity ตามเกณฑ์ของระบบ

A-Line คืออะไร

A-Line เป็นเส้นอ้างอิงบน Plasticity Chart ใช้ช่วยแยกพฤติกรรมของ Fine-Grained Soil โดยจุดที่อยู่เหนือ A-Line มีแนวโน้มอยู่ในกลุ่ม Clay ขณะที่จุดต่ำกว่า A-Line มีแนวโน้มอยู่ในกลุ่ม Silt หรือ Organic Soil ตามเกณฑ์อื่นที่ต้องตรวจร่วมกัน

สมการ A-Line ที่ใช้กันทั่วไปคือ:

PI = 0.73(LL – 20)

ตัวอย่างการ Plot แบบง่าย

หากผลทดสอบได้ LL = 58, PL = 28 และ PI = 30 ค่า A-Line ที่ LL = 58 จะอยู่ที่ประมาณ 0.73 × (58 - 20) = 27.74 ดังนั้นจุด PI = 30 อยู่เหนือ A-Line และ LL มากกว่า 50 หากเป็น Fine-Grained Mineral Soil และเงื่อนไขอื่นของ ASTM D2487 เป็นไปตามเกณฑ์ จุดนี้มีแนวโน้มไปทางกลุ่ม CH มากกว่า MH

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรจำแนกดินจาก LL และ PI เพียงสองตัวโดยไม่ดู Particle-Size Distribution และข้อมูลเรื่อง Organic Soil เพราะ ASTM D2487 เป็นระบบจำแนกที่ใช้ผลหลายส่วนประกอบกัน

LL, PL, PI ต่างจาก Natural Water Content อย่างไร

Atterberg Limits เป็นค่า Index ที่ได้จากการทดสอบกับตัวอย่างที่เตรียมภายใต้เงื่อนไขมาตรฐาน ส่วน Natural Water Content (wn) คือปริมาณน้ำที่มีอยู่ในตัวอย่างดิน ณ สภาพที่เก็บมา

การเปรียบเทียบ Natural Water Content กับ LL และ PL ช่วยให้เข้าใจสภาพ Consistency ของดินในสนามได้ดีขึ้น ตัวอย่างเช่น หาก Natural Water Content เข้าใกล้ LL ดินละเอียดอาจอยู่ในสภาพอ่อนและไวต่อการเปลี่ยนรูปมากกว่าตัวอย่างชนิดเดียวกันที่ Water Content ต่ำกว่า

หนึ่งในดัชนีที่ใช้เปรียบเทียบคือ Liquidity Index (LI):

LI = (wn – PL) / PI

แต่ LI เป็นเพียงดัชนีประกอบ ไม่ใช่ค่ากำลังเฉือนหรือค่าการทรุดตัวโดยตรง จึงต้องใช้ร่วมกับข้อมูลชั้นดิน ผลทดสอบอื่น และบริบทของโครงการ

Atterberg Limits บอกอะไรได้บ้างในทางวิศวกรรม

ASTM ระบุว่า LL, PL และ PI ถูกใช้ทั้งในการจำแนกดินและใช้ร่วมกับคุณสมบัติอื่นเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับพฤติกรรม เช่น Compressibility, Hydraulic Conductivity, Compactibility, Shrink-Swell และ Shear Strength

1. ช่วยจำแนก Fine-Grained Soil

ใช้ร่วมกับ Grain Size Distribution และ Plasticity Chart เพื่อกำหนด Group Symbol ในระบบ USCS เช่น CL, CH, ML หรือ MH ตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง

2. ช่วยมองความไวของดินต่อการเปลี่ยนแปลงความชื้น

ดินที่มี Plasticity สูงอาจแสดงการเปลี่ยนแปลงของ Consistency ชัดเจนเมื่อ Water Content เปลี่ยน แต่การประเมิน Swell หรือ Shrink อย่างละเอียดต้องใช้ข้อมูลและการทดสอบที่เหมาะสมเพิ่มเติม

3. ใช้เป็นเกณฑ์ควบคุมวัสดุงานทาง

ข้อกำหนดงานทางจำนวนมากกำหนดค่า LL และ PI สูงสุดสำหรับวัสดุแต่ละประเภท เช่น Base, Subbase หรือ Selected Material เว็บไซต์ EXE Soil Test มีบทความ มาตรฐานงานทางและข้อกำหนดวัสดุงานทาง (ทล.-ม.) ที่แสดงตัวอย่างเกณฑ์ LL และ PI สำหรับวัสดุงานทางหลายชนิด

4. ช่วยอ่านรายงานเจาะสำรวจดินให้มีบริบทมากขึ้น

เมื่อ Boring Log ระบุว่าเป็น Clay หรือ Silt การมีผล LL, PL, PI ช่วยยืนยันหรือขยายความการจำแนกดินในห้องปฏิบัติการ และควรอ่านร่วมกับ SPT N-Value, Groundwater Level, Natural Water Content, Unit Weight และผลทดสอบอื่นตามวัตถุประสงค์ของโครงการ

Atterberg Limits ไม่ได้บอกอะไรโดยตรง

เพื่อหลีกเลี่ยงการตีความเกินข้อมูล ต้องแยกให้ชัดว่า Atterberg Limits ไม่ใช่:

  • ค่า Allowable Bearing Capacity ของฐานราก
  • ค่า Undrained Shear Strength โดยตรง
  • ค่า Consolidation Settlement
  • ค่า Modulus ของดิน
  • ค่า Permeability ที่วัดโดยตรง
  • หลักฐานเพียงอย่างเดียวว่าดินจะบวมหรือหดตัวกี่เปอร์เซ็นต์
  • ข้อมูลเพียงพอสำหรับเลือกระบบฐานรากโดยลำพัง

Atterberg Limits เป็น Index Properties ที่มีประโยชน์มากเมื่อใช้ในบทบาทที่ถูกต้อง แต่การออกแบบต้องพิจารณาภาพรวมของ Soil Profile และผลทดสอบที่ตรงกับกลไกที่ต้องวิเคราะห์

ตัวอย่างการอ่าน Test Report แบบเป็นขั้นตอน

สมมติรายงานแสดง:

  • Natural Water Content = 42%
  • LL = 58%
  • PL = 28%
  • PI = 30%

สามารถอ่านเบื้องต้นได้ดังนี้:

  1. ตรวจสูตร PI: 58 – 28 = 30 จึงสอดคล้องกัน
  2. Natural Water Content 42% อยู่ระหว่าง PL และ LL ดังนั้นสภาพความชื้นธรรมชาติอยู่ในช่วง Plastic ตามนิยามของ Limits
  3. LI = (42 – 28) / 30 ≈ 0.47
  4. หากจะจำแนก USCS ต้องดูเปอร์เซ็นต์ผ่าน No. 200 และข้อมูลอื่นร่วมด้วย ไม่ใช่ใช้ PI อย่างเดียว
  5. หากจะประเมินกำลังหรือการทรุดตัว ต้องดูผล Strength/Consolidation Test หรือความสัมพันธ์ที่เหมาะสมกับโครงการเพิ่มเติม

ตัวอย่างนี้แสดงว่าการอ่าน Atterberg Limits ที่ดีไม่ใช่การจำว่า PI เท่าไรคือ “ดินดีหรือดินเสีย” แต่เป็นการเชื่อมผลกับสภาพชั้นดินและคำถามทางวิศวกรรมที่ต้องตอบ

ปัจจัยที่ทำให้ผล LL และ PL แตกต่างกันได้

แม้เป็น Index Test ที่ใช้มานาน แต่ผลสามารถได้รับอิทธิพลจากวิธีปฏิบัติ ASTM D4318-26 จึงระบุวิธีเตรียมตัวอย่างและวิธีทดสอบอย่างชัดเจน

  • Wet Preparation กับ Dry Preparation อาจให้ผลต่างกันในดินบางชนิด
  • การทำให้ตัวอย่างแห้งอาจเปลี่ยนพฤติกรรมของดินที่มี Organic Matter หรือ Clay-Shale บางประเภท
  • การผสมตัวอย่างและการกระจายความชื้นไม่สม่ำเสมอ
  • ความชำนาญของผู้ทดสอบ โดยเฉพาะการทำร่อง Liquid Limit และการรีดเส้น Plastic Limit
  • การใช้เฉพาะส่วนผ่าน No. 40 โดยไม่ได้พิจารณาสัดส่วน Fine Fraction ของตัวอย่างทั้งหมด
  • การเปรียบเทียบผลจากคนละมาตรฐานหรือคนละ Revision โดยไม่ตรวจวิธี

ดังนั้น หากผล LL/PL/PI มีผลต่อเกณฑ์รับวัสดุหรือการตัดสินใจสำคัญ ควรตรวจ Test Method, Revision และรายละเอียดการเตรียมตัวอย่างในรายงานด้วย

Atterberg Limits กับงานเจาะสำรวจดินของโครงการ

กระบวนการเริ่มจากการ เจาะสำรวจดิน (Soil Boring Test) เพื่อทราบลำดับชั้นดินและเก็บตัวอย่างในระดับต่าง ๆ ตัวอย่างที่เป็นตัวแทนจะถูกส่งห้องปฏิบัติการเพื่อทำ Index Tests และ Engineering Tests ตามความเหมาะสม

Atterberg Limits จึงเป็นหนึ่งในชิ้นส่วนของข้อมูล ไม่ได้ทำงานแยกจาก Boring Log เมื่ออ่านร่วมกับ Soil Description, SPT N-Value, Groundwater Level, Natural Water Content และผลอื่น ๆ วิศวกรจะเห็นภาพของชั้นดินละเอียดได้ชัดเจนขึ้น

หากกำลังวางแผนงานเจาะสำรวจหรือทดสอบคุณสมบัติทางวิศวกรรมของดิน สามารถใช้หน้า ขอใบเสนอราคางานเจาะสำรวจดินและทดสอบดิน เพื่อระบุประเภทงาน ตำแหน่งโครงการ จำนวนหลุม และรายละเอียดการทดสอบที่ต้องการ

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Atterberg Limits

LL สูงหมายความว่าดินอ่อนเสมอหรือไม่?

ไม่เสมอ LL เป็น Index Property ของ Fine Fraction ไม่ใช่ค่ากำลังโดยตรง ดินที่มี LL สูงอาจมี Plasticity สูงและมีพฤติกรรมบางอย่างที่ต้องระวัง แต่ความแข็งแรงจริงยังขึ้นกับ Water Content, Stress History, Density, Structure และปัจจัยอื่น

PI สูงหมายความว่าดินไม่เหมาะกับงานก่อสร้างหรือไม่?

ไม่สามารถสรุปเช่นนั้นจาก PI เพียงตัวเดียว สำหรับวัสดุงานทางอาจมีข้อกำหนด PI สูงสุดที่ชัดเจน แต่สำหรับชั้นดินธรรมชาติ การประเมินต้องพิจารณาประเภทโครงสร้างและกลไกที่ออกแบบร่วมด้วย

ดินทรายต้องทดสอบ Atterberg Limits หรือไม่?

ทรายสะอาดโดยทั่วไปไม่มี Plasticity และ Atterberg Limits ไม่ได้เป็นตัวชี้หลักของทราย แต่ดินทรายที่มี Fines อาจต้องทดสอบ LL/PL/PI ของ Fine Fraction เพื่อช่วยจำแนกกลุ่มตาม USCS หรือข้อกำหนดวัสดุ

NP ในรายงานหมายถึงอะไร?

NP ย่อมาจาก Non-Plastic ใช้เมื่อวัสดุส่วนละเอียดไม่สามารถแสดงพฤติกรรม Plastic ตามเกณฑ์การทดสอบที่เกี่ยวข้อง การเห็น NP ไม่ได้หมายความว่าตัวอย่างไม่มีเม็ดละเอียด แต่หมายถึง Fine Fraction ที่ทดสอบไม่ให้ค่า Plastic Limit/Plasticity ตามเกณฑ์

Atterberg Limits ใช้ตัวอย่างดินคงสภาพหรือไม่?

การทดสอบ LL และ PL เป็นการทดสอบกับดินที่ถูกเตรียมและ Remold จึงไม่จำเป็นต้องรักษาโครงสร้างเดิมเหมือนการทดสอบบางชนิดกับ Undisturbed Sample อย่างไรก็ตาม ตัวอย่างต้องเป็นตัวแทนของชั้นดินและเตรียมตามวิธีมาตรฐาน เพราะการทำให้แห้งหรือการจัดการตัวอย่างอาจมีผลต่อดินบางประเภท

ใช้ LL, PL, PI เลือกฐานรากได้เลยหรือไม่?

ไม่ได้ ค่ากลุ่มนี้ช่วยจำแนกและทำความเข้าใจ Fine-Grained Soil แต่การเลือกฐานรากต้องพิจารณา Soil Profile, Load, Settlement, Strength, Groundwater และข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้อง

Checklist ก่อนใช้ค่า LL, PL และ PI

  1. มาตรฐานที่ใช้คืออะไร และ Revision ใด
  2. ตัวอย่างเป็นตัวแทนของชั้นดินระดับใด
  3. ใช้ Wet Preparation หรือ Dry Preparation หากมีผลต่อข้อกำหนด
  4. ค่า LL ได้จาก Multipoint หรือ One-Point Method เมื่อโครงการกำหนดเฉพาะ
  5. PI คำนวณสอดคล้องกับ LL – PL หรือไม่
  6. ตัวอย่างมี Fine Fraction มากน้อยเพียงใด
  7. มี Natural Water Content สำหรับเปรียบเทียบหรือไม่
  8. หากใช้จำแนก USCS มี Grain Size Distribution ครบหรือไม่
  9. หากใช้รับรองวัสดุ มี Specification ของโครงการหรือหน่วยงานกำกับชัดเจนหรือไม่
  10. หากจะนำไปออกแบบ มี Strength/Settlement Test ที่ตรงกับปัญหาหรือไม่

สรุป

Atterberg Limits เป็นชุด Index Properties สำคัญสำหรับดินละเอียด ประกอบด้วย Liquid Limit, Plastic Limit และ Plasticity Index โดยค่าเหล่านี้ช่วยอธิบายการเปลี่ยน Consistency เมื่อ Water Content เปลี่ยน ใช้เป็นส่วนหนึ่งของการจำแนก USCS และช่วยสร้างบริบทสำหรับพฤติกรรมด้าน Compressibility, Compaction, Shrink-Swell และคุณสมบัติอื่น

หัวใจของการอ่านผลคือ อย่าตีความ LL หรือ PI เป็นค่ากำลังโดยตรง และอย่าแยกผลออกจาก Grain Size, Natural Water Content, Soil Profile และวัตถุประสงค์ของโครงการ สำหรับงานใหม่ในปี 2026 ควรตรวจด้วยว่ารายงานอ้าง ASTM D4318-26 ซึ่งเป็นฉบับ Active ปัจจุบัน และหากใช้ USCS ให้ตรวจเกณฑ์ตาม ASTM D2487-17(2025) ร่วมด้วย

เอกสารอ้างอิงทางเทคนิค

Atterberg Limits คืออะไร? อ่านค่า LL, PL และ PI ให้เข้าใจ